ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)
Bookmark and Share

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ใช้ใจมอง "เพื่อน" ชอบมาก โดนเลย



 
จาก: ผดุงพงศ์ จัทร์สืบ <phadungphong_73@hotmail.com>
วันที่: สิงหาคม 28, 2009 6:31 ก่อนเที่ยง
หัวเรื่อง:  ใช้ใจมอง "เพื่อน" ชอบมาก โดนเลย
ถึง: 


 

From: pan-ja-rat@hotmail.com
To:
Subject: ใช้ใจมอง "เพื่อน" ชอบมาก โดนเลย
Date: Thu, 27 Aug 2009 23:27:19 +0700


 

From: jeakjeak@hotmail.com
To: 
Subject:  ใช้ใจมอง "เพื่อน" ชอบมาก โดนเลย
Date: Thu, 27 Aug 2009 20:24:08 +0700


 

From: sirisuk1981@hotmail.com
To: 
Subject: : ใช้ใจมอง "เพื่อน" ชอบมาก โดนเลย
Date: Thu, 27 Aug 2009 20:21:46 +0700




From: ribbit_panitpicha@hotmail.com
To: 
Subject: : ใช้ใจมอง "เพื่อน" ชอบมาก โดนเลย
Date: Thu, 27 Aug 2009 13:49:17 +0700


 

From: kuborthong@hotmail.com
To: 
Subject: : ใช้ใจมอง "เพื่อน" ชอบมาก โดนเลย
Date: Thu, 11 Jun 2009 15:53:28 +0700


 

Date: Thu, 11 Jun 2009 15:23:39 +0700
Subject:  ใช้ใจมอง "เพื่อน" ชอบมาก โดนเลย
From: kantimasuksub@gmail.com
To: 




From: waraporn preeprem <pukhome@gmail.com>
Date: มิ.ย. 10, 2009 10:54 ก่อนเที่ยง
Subject: ใช้ใจมอง "เพื่อน" ชอบมาก โดนเลย
To:




From: puk khan <puk_mirinda@windowslive.com>
Date: มิ.ย. 10, 2009 8:54 ก่อนเที่ยง
Subject: ใช้ใจมอง "เพื่อน" ชอบมาก โดนเลย
To:


 

From: chimaru_jung@hotmail.com
To: 
Subject: : ใช้ใจมอง "เพื่อน" ชอบมาก โดนเลย
Date: Sat, 30 May 2009 08:41:45 +0700




From: jintochung@hotmail.com
To:
Subject: ใช้ใจมอง "เพื่อน" ชอบมาก โดนเลย
Date: Fri, 29 May 2009 16:27:33 +0700


 

From: aomyiim@hotmail.com
To: 
Subject: ใช้ใจมอง "เพื่อน" ชอบมาก โดนเลย
Date: Fri, 22 May 2009 00:05:41 +0700


 

From: tumkung_beamjung@hotmail.com
To: 
Subject:ใช้ใจมอง "เพื่อน" ชอบมาก โดนเลย
Date: Thu, 21 May 2009 21:56:01 +0700


 

Date: Thu, 21 May 2009 09:15:48 +0700
From: Natthavee@dit.daikin.co.jp
Subject: ใช้ใจมอง "เพื่อน" ชอบมาก โดนเลย

 
ใช้ใจมอง 'เพื่อน'
คุณเชื่อในพรหมลิขิตมั้ย ?
ถ้าไม่ ..
แล้วอะไรล่ะ
ที่ทำให้เรามาพบกับคนหลายคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ถ้าไม่ แล้วอะไรล่ะ
ที่ทำให้เราถูกชะตาจนเรียกคนๆนั้นว่า
' เพื่อน '

.......
เพื่อน... ……………….
คนๆนึงที่ครั้งนึงก็เป็นได้แค่
คนแปลกหน้าคนหนึ่ง

เวลา ผ่าน เวลา คนแปลกหน้าคนนั้นก็กลับกลาย
มาเป็นคนที่เรา ' ไว้ใจ '
.......
เพื่อน …………………
คนที่พร้อมอยู่กับเราเสมอๆ
ไม่ว่า สุข ทุกข์ เหงา เศร้า
…….. เพื่อน
คนที่พร้อมแชร์ความรู้สึกต่างๆ
โดยไม่เคยเอ่ยปากว่า
'
ถ้าทำอย่างนั้นแล้วฉันจะได้อะไร '

....…... เพื่อน ……......
คนที่ไม่เคยสนใจว่าเราจะหน้าตาดี มีสกุล
ร่ำรวย ยากจน สูง ต่ำ ดำ ขาว หรือไม่

........ เพื่อน..... คนที่ไม่เคยเสแสร้ง แกล้งทำ
..........
แต่ ...... เพื่อนตาย หายากเหลือเกิน
เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ ว่า คนๆนี้เป็น
เพื่อนตายของเราหรือไม่

เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ว่าคนๆนี้
เป็นคนที่ พร้อมจะเคียงข้างเราเสมอไปมั๊ย
เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ว่า
คนๆนี้จริงใจกับเราแค่ไหน
ทั้งหมดนี้ เราใช้ ' ตา ' มองไม่เห็น
........
แต่.......
ทั้งหมดนี้เราใช้ ' ใจ ' มองเห็นได้
เมื่อบทความ ล่วงเลยมาถึงตอนนี้ คุณล่ะ ?
ใช้ตามองเพื่อน หรือ ใช้ใจมองเพื่อน

เราบอกไม่ได้ว่าคนๆไหนดี ไม่ดี
จนกว่า... เราจะมี โอ กาส รู้จักกับคนนั้น แล้วใช้ ใจ ของเราสัมผัส
การคบใครสักคน คบเพียงกายก็ไร้ประโยชน์
แต่ การคบใครสักคน จำเป็นต้องคบกันด้วยใจ
วันนี้..... คุณ ใช้อะไร คบเพื่อนของคุณ
อย่าบอกนะ ว่าคุณก็เป็นคนที่คบเพื่อน
แค่ตา...... เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น
คุณก็คงเป็นคนที่ไม่น่าคบคนหนึ่ง
..... สำหรับคนที่ได้รับเมล์ฉบับนี้

คุณ.. โชคดีจัง ที่มีเพื่อนรักคุณ และ คบคุณด้วย ใจ
อย่าลืม..... ส่งเมล์ฉบับนี้ ให้กับเพื่อนที่คุณ รักด้วย ใจ
ที่สำคัญ ส่งมันกลับไปให้เพื่อนคนที่ส่งมาให้คุณ ......

เพื่อบอกกับเค้าว่า
'
คุณดีใจที่มีเพื่อนอย่างเค้าเช่นกัน ' รักเพื่อนเสมอ ไม่ว่าเพื่อนจะอยู่ที่ไหนมิตรภาพยังคงเดิม 
 
 

DISCLAIMER:
This message (including of attachment) is private and
confidential. Unconcerned persons please return the message
to disclaimer@dit.daikin.co.jp and delete it. Copying or
disclosure of any means is prohibited and illegal.


โหลดฟรี! โปรแกรม Windows Live ครบชุด Windows Live Services

Windows Live™: Keep your life in sync. Check it out!

Invite your mail contacts to join your friends list with Windows Live Spaces. It's easy! Try it!

Invite your mail contacts to join your friends list with Windows Live Spaces. It's easy! Try it!

เพิ่มแผนที่และทิศทางไปสู่งานปาร์ตี้ของคุณ แสดงเส้นทาง!


โหลดฟรี! โปรแกรม Windows Live ครบชุด Windows Live Services

Buddy ครบ 10 ปี มาสร้าง Strip การ์ตูนสำหรับปาร์ตี้เพื่อชนะรางวัล $1,000 คลิกที่นี่เลย

ถูกพบอยู่กับ Buddy! แท็กรูปของคุณแล้วลุ้นคว้ารางวัลอันน่าตื่นตาตื่นใจ คลิกที่นี่เลย

What can you do with the new Windows Live? Find out

ถูกพบอยู่กับ Buddy! แท็กรูปของคุณแล้วลุ้นคว้ารางวัลอันน่าตื่นตาตื่นใจ คลิกที่นี่เลย

ถูกพบอยู่กับ Buddy! แท็กรูปของคุณแล้วลุ้นคว้ารางวัลอันน่าตื่นตาตื่นใจ คลิกที่นี่เลย



--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.baanjomyut.com/library/lotus
http://www.educationatclick.com
http://www.pwdom.com
http://weblogcamp2009.blogspot.com/2009
http://www.twitter.com/kajorn
http://www.twitter.com/BKKFlashCamp
http://camp02.readyhomepage.com
http://www.twitter.com/sun1951
http://www.twitter.com/joomlacorner
http://sun1951.vaivaitraining.com
http://sun1951.wordpress.com
http://www.educationatclick.com/th/

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

อาหารก่อนการออกกำลังกาย

อาหารก่อนการออกกำลังกาย
บ่อย ครั้งที่จะเห็นผู้ที่กำลังจะเริ่มออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ แวะรับประทานอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นอาหารว่าง บางรายอาจเป็นอาหารหนักก็เคยพบเห็นได้ หลายท่านคงจะสงสัยว่า การรับประทานอาหารก่อนการออกกำลังกายนั้น มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และมีข้อพิจารณาอย่างไร


เรื่องการรับประทานอาหารสำหรับการออกกำลังกายนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้ารับประทานอาหารไม่พอ ก็อาจจะไม่มีแรงในการออกกำลังกาย หรือหากรับประทานอาหารมากเกินไป อาจจะรู้สึกไม่สบายท้อง หรือออกกำลังกายไม่ไหว นักกีฬาควรได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต 200-300 กรัม ในช่วงเวลา 3-4 ชั่วโมง ก่อนการออกกำลังกาย

โดยปกติขณะออกกำลังกาย ร่างกายจะมีเกิดการขยายตัวของปอด ทำให้กระบังลมที่อยู่เหนือกระเพาะอาหารต้อง เคลื่อนไหวขึ้นลงตามการขยายตัวของปอดอยู่ตลอดเวลา ตราบเท่าที่กำลังออกกำลังกายอยู่ ดังนั้น หากเรารับประทานอาหารก่อนออกกำลังกายในปริมาณมาก จะมีผลให้กระเพาะอาหารใหญ่ขึ้น และการเคลื่อนไหวของกระบังลมจะลดน้อยลง เลือดมาเลี้ยงกระเพาะอาหารมากขึ้น เพื่อช่วยในการย่อย และดูดซึมอาหาร ในขณะเดียวกันเลือดจะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่มีส่วนในการออกกำลังกายน้อยลง และหากเป็นกีฬาที่มีการกระทบกระแทกกันรุนแรง อาจทำให้กระเพาะอาหารแตกได้

ดังนั้น ควรงดอาหารหนักก่อนการออกกำลังกาย และมื้อสุดท้ายควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย และรับประทานอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย สำหรับกีฬาที่ต้องเล่นเป็นเวลานานๆ เช่น การขี่จักรยานทางไกล ร่างกายต้องใช้พลังงานมาก อาจจำเป็นต้องได้รับอาหารที่ย่อยง่าย และมีปริมาณไม่ถึงกับอิ่มเป็นระยะๆ อาหารที่เหมาะสมที่สุด คือ อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ซึ่งอยู่ในสภาพที่เป็นของเหลว และมีกากใยน้อย

หลังออกกำลังกายร่างกายต้องการการฟื้นตัว ต้องการพลังงานเพื่อให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ น้ำและเกลือแร่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ การออกกำลังกายทำให้ไกลโคเจนที่สะสมไว้ที่ตับ และกล้ามเนื้อถูกใช้ไป จึงต้องมีการสะสมเพิ่มเติม ซึ่งสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนช่วยเพิ่มการสะสมไกลโคเจนได้เพื่อทดแทนปริมาณที่ถูกใช้ไป

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการได้แนะนำว่า หลังการออกกำลังกายประมาณ 15-30 นาที ควรได้รับคาร์โบไฮเดรตอย่างน้อย 50 กรัม และโปรตีนอีก 15-20 กรัม เพื่อทำให้สะสมไกลโคเจนได้เร็วขึ้น และร่างกายสามารถนำไปใช้ซ่อมแซมกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น


    ตัวอย่างอาหารสำหรับก่อนการออกกำลังกาย ได้แก่ กล้วย 1/2 ผล, ขนมปังโฮลวีต 2 แผ่น, แอปเปิ้ล 1 ผล, แครกเกอร์ชิ้นเล็ก 10-15 ชิ้น

    ตัวอย่างอาหารระหว่างการออกกำลังกาย ได้แก่ น้ำเกลือแร่ 1 แก้ว, ลูกเกด 1/2 ถ้วย, ขนมปังกรอบ 5 แผ่น, น้ำหวาน 1 แก้ว, น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ

    ตัวอย่างหลังออกกำลังกาย ได้แก่ นมรสช็อกโกแลตไขมันต่ำ 1 ถ้วย, ขนมปังโฮลวีต 1 แผ่น ทาเนยถั่ว 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำส้มคั้น 1 ถ้วย, องุ่น 1 ถ้วย, สับปะรด 1 ถ้วย

https://www.myfirstbrain.com/Knowledge_View.aspx?Id=30348&Browsesub2s=1740


--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
http://www.parent-youth.net
http://ilaw.or.th
http://ww2.oja.go.th/home
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.projectlib.in.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.nstda.or.th/th
http://www.arda.or.th
http://www.nppdo.go.th
http://www.tlcthai.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.oknation.net/blog/assistance
http://weblogcamp2009.blogspot.com/

กีวีผลไม้ของคนทั้งโลก

 
กีวีผลไม้ของคนทั้งโลก

กีวี ไม้ผลประเภทเลื้อยเถาในเขตหนาวที่สำคัญชนิดหนึ่งของโลก มีถิ่นกำเนิดทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน แต่ได้พัฒนาให้กลายเป็นผลไม้เศรษฐกิจโดยประเทศนิวซีแลนด์ และได้แพร่กระจายและปลูกเป็นการค้าในหลายๆ ประเทศ กีวีมีผลผลิตโดยรวมประมาณ 1.2 ล้านตันต่อปี ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ 5 อันดับได้แก่ ประเทศอิตาลี นิวซีแลนด์ จีน ชิลี และฝรั่งเศส เป็นต้น



เรื่องราวของกีวีเกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว เมื่อมิสชันนารีชาวนิวซีแลนด์คณะหนึ่งเดินทางกลับมาจากประเทศจีน และได้นำ ผลไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า "ไชนิส กูสเบอร์รี" (Chinese gooseberries) กลับมาด้วย และในปี พ.ศ.2407 ก็ได้นำกีวีไปปลูกลงบนผืนดินของนิวซีแลนด์ครั้งแรก นั่นเอง

หลังจากที่ได้กีวีมาปลูกลงบนผืนดินของนิวซีแลนด์แล้ว ด้วยสภาพดินที่อุดมสมบูรณ์ และอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการปลูกพืช ผลไม้ชนิดนี้จึงมีรสชาติดีขึ้น ชาวนิวซีแลนด์กินไชนิส กูสเบอร์รีกันเรื่อยมาจนกระทั่งปี พ.ศ.2502 พวกเขาจึงได้ตั้งชื่อ "กีวี่ฟรุต" (Kiwifruit) เป็นชื่อใหม่ของผลไม้ชนิดนี้ ตามชื่อนกกีวีที่เป็นนกสัญลักษณ์ของประเทศ (นกกีวี เป็นนกที่ไม่มีปีก พบเฉพาะในประเทศ นิวซีแลนด์ ชื่อกีวีตั้งตามเสียงร้องของมันโดยชาวเมารี มีขนสีน้ำตาล หรือเทา บางครั้งมีลายเป็นจุดๆ มีหัวขนาดเล็กและปีกเล็กๆ ยาวประมาณ 2 นิ้ว แต่ไม่มีหาง) และเพื่อบ่งบอกว่านี่คือผลไม้ที่ส่งออกไปจากนิวซีแลนด์

ในปี พ.ศ.2495 เป็นครั้งแรกที่ผู้ปลูกกีวีในนิวซีแลนด์ได้ส่งกีวีไปจำหน่ายยังสหราชอาณาจักร แต่ยังส่งไปในนามไชนีส กูสเบอร์รี

ปัจจุบัน นิวซีแลนด์พัฒนาคุณภาพกีวีจนเป็นที่ต้องการของตลาดโลก สามารถส่งออกกีวีไปยังผู้บริโภคใน 70 ประเทศ เฉพาะยุโรปทวีปเดียวก็ทำสถิติขายได้ปีละ 1.5 ล้านล้านผล รวมทั้งส่งกีวีมาจำหน่ายยังประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย



สำหรับประเทศไทยโครงการหลวงได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำพันธุ์กีวีฟรุตจากประเทศนิวซีแลนด์เข้ามาปลูกครั้งแรกในปี พ.ศ.2519 ที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง และพบว่ากีวีฟรุตบางพันธุ์สามารถออกดอกและติดผลได้ดี มีโอกาสที่จะพัฒนาให้เป็นไม้ผลเศรษฐกิจบนพื้นที่สูงได้ แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังคงไม่สามารถส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นอาชีพอย่างแพร่หลายได้ เนื่องจากพันธุ์กีวีฟรุตที่นำมาปลูกส่วนใหญ่เป็นชนิด A. deliciosa ซึ่งต้องการอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็น ผลผลิตกีวีฟรุตโครงการหลวงมีจำหน่ายจึงยังน้อยมาก คือ ประมาณ 3-4 ตันต่อปีเท่านั้น ปัจจุบันโครงการหลวงได้วิจัยและพัฒนาพันธุ์กีวีฟรุตได้สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่สามารถปลูกได้ดีในสภาพอากาศที่ไม่หนาวเย็นนัก กีวีฟรุตจึงนับว่าเป็นไม้ผลที่มีศักยภาพดีชนิดหนึ่งในอนาคต




  1. Actinidia deliciosa เป็นกีวีฟรุตที่ปลูกเป็นการค้ามากที่สุดของโลก ลักษณะโดยทั่วไปผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักผลประมาณ 100-150 กรัม ผิวผลสีน้ำตาล มีขน เนื้อผลสีเขียว มีปริมาณวิตามินซี 100-200 มิลลิกรัมต่อเนื้อผล 100 กรัม พันธุ์ที่เป็นการค้าที่สำคัญของโลกได้แก่ พันธุ์ Hayward สำหรับพันธุ์ที่ปลูกได้ค่อนข้างดีในประเทศไทย คือ พันธุ์ Bruno


  2. A. chinensis เป็นกีวีฟรุตชนิดที่เริ่มมีความนิยมที่ปลูกเป็นการค้าใหม่ๆ ขึ้นมามาก พันธุ์ที่เป็นการค้าที่สำคัญของโลกได้แก่ พันธุ์ Hort16A ของนิวซีแลนด์ กีวีฟรุตชนิดนี้ต้องการความหนาวเย็นมากสั้นกว่า A. deliciosa จึงเป็นชนิดที่มีศัยกภาพในการปลูกเป็นการค้าในประเทศไทย เช่น พันธุ์ Yellow joy จากประเทศญี่ปุ่น และพันธุ์ลูกผสมต่างๆ จากโครงการศึกษาและคัดเลือกพันธุ์กีวีฟรุตของโครงการหลวง ส่วนใหญ่กีวีฟรุตเนื้อผลมีสีเหลืองผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักผลประมาณ 100-150 กรัม ผิวผลสีน้ำตาล มีขนค่อนข้างสั้น มีปริมาณวิตามินซี ประมาณ 100-200 มิลิลกรัมต่อเนื้อผล 100 กรัม


  3. A. arguta มีชื่อเรียกว่า Baby Kiwi, Wee-kis หรือ Grape Kiwi เป็นกีวีฟรุตที่มีการปลูกเป็นการค้าแต่ยังไม่มากนัก ลักษณะโดยทั่วไปผลขนาดเล็ก น้ำหนักผลประมาณ 6-14 กรัม ผิวผลเรียบไม่มีขน รับประทานได้ทั้งเปลือก รสชาติหวาน มีกลิ่นหอมมีปริมาณวิตามินซี ประมาณ 70-100 มิลลิกรัมต่อเนื้อผล 100 กรัม พันธุ์ที่เป็นการค้าที่สำคัญของโลกได้แก่ พันธุ์ Ananasnaya สำหรับประเทศไทยมีหลายพันธุ์ที่นำมาจากประเทศญี่ปุ่นมีแนวโน้มว่าศักยภาพดี


กีวีเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยคุณค่าสารอาหารมากมายที่มีประโยชน์สำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย มีข้อมูลและรายงานการวิจัยมากมายที่สนับสนุนคุณค่าของกีวีและการบริโภคกีวี ลิลลี่ ดรัมมอนด์ Food Science Advisor ที่ พลานท์ แอนด์ ฟู้ด รีเสิร์จ บรรยายว่า ในกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย (ซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งที่เราบริโภคอาหาร) จะเกิดอนุมูลอิสระที่เรียกว่า "ออกซิแดนท์" ซึ่งทำให้เกิดความเสื่อมต่อเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย (ทำลาย DNA) เมื่อเซลล์เสื่อมก็ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานอื่นๆ ของร่างกายและเป็นสาเหตุให้เกิดโรคไม่พึงประสงค์ต่างๆ ขั้นต้นก็ผิวพรรณร่วงโรยไม่สดใส ร่างกายไม่กระปรี้กระเปร่า เกิดการอักเสบต่างๆ ไปจนถึงโรคหนักๆ อย่างโรคหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และมะเร็ง แต่กีวีได้ผ่านการวิจัยแล้วว่าเป็นผลไม้ที่มี วิตามินซี และวิตามินอีในสัดส่วนสูง ซึ่งวิตามินทั้งสองชนิดนี้เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (ตัวต้านออกซิแดนท์) ที่ทรงประสิทธิภาพมาก


  • กีวี 100 กรัม ให้วิตามินซีสูงถึง 167% ของ RDA (Recommended Daily Allowance) ให้วิตามินซีมากกว่าการบริโภคแอปเปิล ส้ม กล้วย แครนเบอร์รี องุ่น ลูกแพร์ ทับทิม ในปริมาณที่เท่ากัน


  • วิตามินอีในกีวีเป็นวิตามินอีที่อยู่ในแหล่งอาหารที่ปราศจากไขมัน จึงช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ในตัว ซึ่งหมายถึงการลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจด้วย


  • โพแทสเซียม (331 มิลลิกรัม/กีวี 100 กรัม) ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหัวใจวาย โพแทสเซียมช่วยลดภาวะความดันโลหิตสูงได้ ผู้มีอายุต้องการโพแทสเซียมช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อและ เส้นใยประสาท กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง แต่กล้วยหอม 100 กรัม ให้พลังงานสูงกว่ากีวีถึง 2 เท่า สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำคงเผาผลาญพลังงานไปได้ แต่สำหรับคนที่ขาดการออกกำลังกาย พลังงานส่วนเกินที่ได้รับมีผลต่อน้ำหนักตัวที่จะเพิ่มขึ้น


  • ไฟเบอร์ (3.4 กรัม/กีวี 100 กรัม) ผลการศึกษากลุ่มตัวอย่างสุขภาพดีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 38 ราย กลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารตามปกติ อีกกลุ่มรับประทานอาหารตามปกติเช่นกันและกินกีวีด้วยอัตรากีวี 1 ผล/น้ำหนักตัว 30 กิโลกรัม เป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่กินกีวีด้วยนั้นขับถ่ายสะดวกและสม่ำเสมอกว่ากลุ่มที่รับประทาน อาหารตามปกติอย่างเดียว ผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่ให้เส้นใยอาหาร (Fibre หน่วยกรัม/100 กรัม) เช่น ลูกแพร์ 2.2, แอปเปิล 1.8, ส้ม 1.7, กีวีสีทอง 1.4, กล้วยหอม 1.1, กรัม, องุ่น 0.7


  • โฟลเลต คือแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยในการแบ่งตัวของเซลล์ใหม่ (หมายถึงโครงสร้างร่างกายทั้งหมด) เช่น การสร้างอวัยวะทารกในครรภ์ การสร้างเม็ดเลือด การสร้างสารพันธุกรรมในร่างกาย คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ขาดโฟลเลตมีความเสี่ยงที่ทารกจะมีความพิการทางสมองและระบบประสาท กีวี 1 ผล ขนาด 76 กรัม มีโฟลเลต 19 ไมโครกรัม หรือ 5% ที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน (RDA)


  • แมกนีเซียม (30 มิลลิกรัม/กีวี 100 กรัม) ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมไปใช้สร้างเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟันได้ต้อง อาศัยการทำงานร่วมกันของแมกนีเซียม กระดูกที่แข็งแรงช่วยให้ร่างกายทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตได้คล่องตัวขึ้น และมีความสุขกับชีวิตได้เต็มที่ แมกนีเซียมที่มีในผลไม้ชนิดอื่น (หน่วยมิลลิกรัม/100 กรัม) เช่น กล้วยหอม 34, กีวีสีทอง 14.5, ส้ม 10, องุ่นและลูกแพร์ 7, ส้ม 5


  • ซิงก์ แร่ธาตุชนิดนี้มีความสำคัญสำหรับเด็กหนุ่มและผู้ชายทุกคน เพราะเป็นแร่ธาตุที่ใช้สร้างฮอร์โมนเพศชาย (เทสโตสเตอโรน)
จากผลการศึกษาในนิวซีแลนด์และยุโรปพบว่า การรับประทานกีวี 2 ผล/วัน จะช่วยลดภาวะที่เซลล์จะถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ และยังช่วยซ่อมแซมดีเอ็นเอที่ถูกทำลายจากกระบวนเผาผลาญอาหารของร่างกายได้ อีกด้วย รวมทั้งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภูมิคุ้มกันของร่างกาย

นักวิจัยในสหรัฐอเมริกายังพบประโยชน์อีกว่า เมื่อกินกีวีพร้อมหรือกินหลังอาหาร - โดยเฉพาะหากอาหารมื้อนั้นเป็นอาหารที่มีไขมันมาก - แร่ธาตุในกีวีจะช่วยลดสภาวะที่ร่างกายมีอนุมูลอิสระมากจนสารต้านอนุมูลอิสระ มีไม่เพียงพอได้ด้วย



ที่มาข้อมูล : กรุงเทพธุรกิจ
http://e-learning.konmun.com

 
https://www.myfirstbrain.com/Knowledge_View.aspx?Id=70535&Browsesub2s=1740

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
http://www.parent-youth.net
http://ilaw.or.th
http://ww2.oja.go.th/home
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.projectlib.in.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.nstda.or.th/th
http://www.arda.or.th
http://www.nppdo.go.th
http://www.tlcthai.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.oknation.net/blog/assistance
http://weblogcamp2009.blogspot.com/

สิ่งทอน่าทึ่ง ส่งตรงจากเมืองลีลล์

สิ่งทอน่าทึ่ง ส่งตรงจากเมืองลีลล์
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 สิงหาคม 2552 13:26 น.
       เรื่องโดย ...ฮักก้า ภาพโดย...วชิร สายจำปา
       

       นิทรรศการชุดใหม่บนพื้นที่ของ หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน ไม่ใช่เฉพาะคอศิลปะเท่านั้นที่ต้องสนใจ เพราะนิทรรศการภายใต้ชื่อ "สิ่งทอแห่งอนาคต" (FUTUROTEXTILES) ได้รวมเอาทั้งเรื่องของวิทยาศาสตร์ วิทยาการ และศิลปะสิ่งทอ มานำเสนอผ่านนิทรรศการเดียว
       
       Mr.Stephane Negrin ผู้ช่วยทูตฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัคราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย กล่าวว่า นี่เป็นอีกครั้งที่ สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และสมาคมฝรั่งเศส กรุงเทพ ร่วมกับ หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน จัดนิทรรศการอันเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส (La fete 2009) ที่น่าจะเป็นนิทรรศการที่สื่อสารกับผู้ชมได้ไม่ยาก แม้ปีนี้จะได้รับเสียงติติงมาว่า หลายนิทรรศการที่เลือกมาจัดแสดงในเทศกาล La fete ในปีล่าสุดนี้ ล้ำสมัยจนเกินไป
       
       นิทรรศการ "สิ่งทอแห่งอนาคต" จัดขึ้นครั้งแรกที่เมืองลีลล์( LILLE ) ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ.2006 อันเป็นส่วนหนึ่งของ นิทรรศการลีลล์ 3000 (Lille 3000) แล้วสัญจรไปจัดแสดง ณ เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ต่อด้วยเมืองกูร์ไทร ประเทศเบลเยียม เมื่อ ค.ศ.2007 และ 2008 ตามลำดับ ที่โดยปกติแล้วต้องใช้เนื้อที่เพื่อการจัดแสดงประมาณ 3000 ตร.ม.
       
       กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการหอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน กล่าวว่า นิทรรศการนี้ถือเป็นนิทรรศการที่ให้ความรู้กับผู้ชมเป็นอย่างมากเพราะเป็น การเปิดโลกของสิ่งทอ(TEXTILES) ที่ไม่ใช่เกี่ยวข้องแต่เฉพาะผืนผ้าเท่านั้นให้คนรู้จัก
       
       "แต่ มันยังเป็นอะไรได้เยอะแยะไปหมด อยากจะเรียกว่าเป็นสิ่งทอที่น่าทึ่งมากกว่า เพราะมีชิ้นงานหลายๆชิ้น ที่เราเพิ่งรู้ว่ามันทำมาจากเส้นใยด้วยหรือ"

คาโรลีน ดาวิด
       คาโรลีน ดาวิด ภัณฑารักษ์ชาวฝรั่งเศส ผู้เดินทางมาจัดนิทรรศการในเอเชียเป็นครั้งแรก และเป็นผู้คัดสรรชิ้นงานเพื่อนิทรรศการนี้บอกเล่าว่า เมืองลีลล์ ทางภาคเหนือของฝรั่งเศส สถานที่แรกของการจัดนิทรรศการ "สิ่งทอแห่งอนาคต" เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับสิ่งทอมานานกว่า 300 ปี อีกทั้งยังมีโรงงานด้านสิ่งทอตั้งอยู่มากมาย สิ่งทอจึงถือเป็นเศรษฐกิจหลักที่สร้างเชื่อเสียงให้กับเมืองและภูมิภาคนี้
       
       "ทั้ง ที่เทคโนโลยีในปัจจุบันมีความก้าวหน้ามาก แต่สิ่งทอกลับเป็นสิ่งที่คนยังไม่ค่อยรู้จักว่ามีเส้นใยหลายประเภทที่ถูกนำ มาใช้ในงานสิ่งทอ และมีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป ซึ่งนิทรรศการนี้ก็จะอธิบายให้ฟัง และแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ วิทยาการ และความน่าตื่นตาตื่นใจของผลงานศิลปะและงานออกแบบของดีไซเนอร์ชั้นนำ"
       
       ทันทีที่นำเข้าสู่ห้องนิทรรศการ และไปหยุดอยู่ที่นิทรรศการส่วนแรก ที่จะเปิดโลกสิ่งทอให้ผู้ชมได้รู้จักเส้นใยผ้ารูปแบบใหม่ และทำความเข้าใจกับคำว่า "สิ่งทอ" ให้มากขึ้น เธอได้ให้ความรู้เป็นการปูพื้น พร้อมกับหยิบเส้นใยหลากหลายชนิดขึ้นมาอธิบายประกอบเพื่อให้เห็นภาพว่า
       
       "สิ่งทอคือทุกอย่างที่ทำจากเส้นใยทั้งที่ได้จากธรรมชาติและ สังเคราะห์ขึ้นมา มีเศษใบไม้ที่แทบจะสลายไปแล้วสามารถนำมาทำเป็นเส้นใยทอผ้าได้"
       
       ใกล้กันเป็นผลงานของดีไซเนอร์ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วัสดุจากกิจการอุตสาหกรรรมมาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ไม่ว่าจะเป็นชุดที่เหมาะกับคนไร้บ้าน ขณะสวมใส่สามารถอบอุ่นได้ท่ามกลางอุณหภูมิที่หนาวเย็น,ชุดทนความร้อนที่ เหมาะสำหรับนักสำรวจที่เข้าไปทำงานในเขตภูเขาไฟ,ชุดว่ายน้ำที่ทำจากเส้นใย ที่ทำให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวอย่างอิสระ, ชุดซึ่งมีคุณสมบัติตรวจจับความร้อนในร่างกาย,ชุดที่ทำจากเส้นเทปคาสเซทที่ ไม่ใช้แล้ว ซึ่งบอกให้รู้ว่าเส้นใยสามารถหาได้จากทุกอย่างในชีวิตประจำวัน และชุดกระโปรงเป่าลมได้ แรงบันดาลใจเกิดจากศิลปินอยากมีโลกส่วนตัวในรถไฟฟ้าใต้ดินที่ไม่ต้องข้อง เกี่ยวกับใคร เมื่อเวลาที่ต้องการใช้งานก็สามารถกดปุ่มให้ชุดพองลม แล้วก็จะได้อยู่อย่างสันโดษโดยไม่ข้องเกี่ยวกับใครสมใจอยาก
       
       เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของเส้นใยในงานสิ่งทอ ที่ถูกนำไปถักทอจินตนาการอันบรรเจิดของศิลปินและนักออกแบบ ยังมีเส้นใยอีกหลายประเภท ที่มีมากกว่าที่เราเคยรู้ ได้แก่ เส้นใยที่นำไปใช้ในงานสถาปัตยกรรม,ผลิตกระสวยอวกาศ,เสื้อกันกระสุน,อวัยวะ เทียม,กางเกงยีนส์ที่เมื่อเราสวมใส่และถูกรถมอเตอร์ไซค์ลากไป ร่างกายก็จะไม่มีรอยแผลถลอกเลยแม้แต่น้อย (แต่กระดูกอาจจะหัก)ฯลฯ
       
       ในอนาคตเรายังจะได้เห็นเสื้อที่ทอจากเส้นใยที่ใช้ตรวจจับการเต้นของ หัวใจ และตรวจจับสารอินซูลินในร่างกายได้ เมื่อผู้ป่วยสวมใส่และเมื่อร่างกายเกิดอาการผิดปกติขึ้นมา แพทย์ที่โรงพยาบาลก็จะสามารถทราบข้อมูลได้อย่างทันท่วงที
       ........
       นิทรรศการ "สิ่งทอแห่งอนาคต" (FUTUROTEXTILES) จัดแสดงระหว่างวันที่ 2 สิงหาคม-16 ตุลาคม 2552 ณ หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน ซ.เกษมสันต์ 2 ตั้งแต่เวลา 9.00 -17.00 น. (สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ) สอบถาม โทร.0-2762-2562

       

       

       

       

       

       หมายเหตุ : ส่งข่าวสารงานศิลป์,งานออกแบบ มาได้ที่ หน้าข่าว  ART EYE VIEW Fax : 0-2629-4467 และ Email : thinksea@hotmail.com
http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9520000088858

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
http://www.parent-youth.net
http://ilaw.or.th
http://ww2.oja.go.th/home
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.projectlib.in.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.nstda.or.th/th
http://www.arda.or.th
http://www.nppdo.go.th
http://www.tlcthai.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.oknation.net/blog/assistance
http://weblogcamp2009.blogspot.com/